(*_*)แอปเปิ้ล ที่หลายๆ คนรู้จัก (*_*)




ในความรู้สึกของตัวนกเองคิดว่า รู้จักแอปเปิ้ลผลไม้เมืองหนาวเป็นอย่างดี แต่ในความจริงแล้วไม่ใช้อย่างทีคิดเลย แอปเปิ้ลที่ขายอยู่ในเมืองไทยมีหลากหลาย เช่นแอปเปิ้ลเขียว แิอปเปิ้ลแดง แอปเปิ้ลฟูจิ และก็พิงค์ลักกี้ และอีกหลาย ๆ แอปเปิ้ล ทั้งหมดคือแิอปเปิ้ลที่ได้ลิ้มลองเหมือนผลไม้้ทั่ว ๆ ไป ที่หาซื้อได้ในบ้านเรา แต่เมื่อมาต่างแดนนกพึ่งจะได้รู้ว่าตัวเองไม่ได้รู้จักแอปเปิ้ลเลยแม้แต่นิด เดียว เพราะที่นี้แยกประเภทของแอปเปิ้ลไว้สำหรับปรุงอาหารและไว้สำหรับกินเหมือนผล ไม้ทั่วๆ ไป ถ้าแอปเปิ้ลเหล่านี้ขายในเมืองไทย นกคิดว่าหลายๆ คนคงไม่ทราบหรอกว่ามันเป็นแอปเปิ้ลที่เค้าไว้สำหรับปรุงอาหาร หรือว่าใช้กิน เพราะแอปเปิ้ลบ้านเราส่วนใหญ่คนนิยมกินเป็นผลไม้จริงไม่ค่ะ อย่างแอปเปิ้ลที่บ้านแม่แฟนคลับที่ปลูกเอาไว้เช่นกันค่ะ นกกินเล่นเหมือนกับกินผลไม้ทั่ว ๆ ทุกๆ ในครอบครัวบอกว่าเค้าไม่กินกันหรอกเค้าไว้ปรุงอาหาร นกมองไปมองมาชิมรสแล้วมันก็คือแอปเปิ้่ลที่เค้าขายกันในเมืองไทยนะค่ะ วันนี้นกเอาแิอปเปิ้ลหลากหลายมาให้เพื่อนๆ ชม เผื่อว่าที่บ้านมีต้อนแอปเปิ้ล หรือมีวางขายในตลาดจะได้รู้ว่าแอปเปิ้ลไหนสำหรับกิน และแอปเปิ้ลไหนเค้าใช้สำหรับปรุงอาหาร นี้เป็นแอปเปิ้ลที่นกรู้จักค่ะ




Ginger Gold apple เป็นแอปเปิ้ลพันธุ์พื้นที่ขึ้นชื่อปลูกในช่วงประมาณปลาย ๆ ศตวรรษที่19 ลักษณะผลจะมีขนาดใหญ่ปานกลาง ผิวสีเหลืองเนื้อหวานกรอบ เหมาะสำหรับกินเป็นผลไม้เพราะมีความฉำจากน้ำของผลให้ความชุ่มชื่น หรืออาจจะนำไปปรุงเป็นอาหารก็ได้เช่นกัน แต่ส่วนใหญ่จะนิยมกินเป็นผลไม้





Kentish Fillbasket เป็นแอปเปิ้ลที่มีผลขนาดใหญ่ ผิวสีเขียวปนแดงนิด ๆ เนื้อกรอบ มีรสเปรี้ยว ใช้สำหรับปรุงเป็นอาหาร





Pearmain apple เป็นแอปเปิ้ลสายพันธุ์ดั่งเดิมของอังกฤษ แถบNorfolk ปลูกในต้นศตวรรษที่18 มีลักษณะรูปร่างคล้าย ๆกับของผล คล้าย ๆ กับลูกแพร มีผิวสีแดงปนเหลืองเล็กน้อย เนื้อกรอบ มีรสหวานอมเปรี้ยวนิด ๆ ผลจะมีความฉำของน้ำผลไม้เล็กน้อย ส่วนมากจะนิยมนำไปปรุงเป็นอาหาร แต่ก็สามารถกินเป็นผลไม้ได้เช่นกัน





Admiral apple เป็นแอปเปิ้ลที่มีผลขนาดปานกลาง ผิวแดงปนเขียวนิด ๆ เนื้อกรอบ มีรสหวานอมเปรี้ยวนิดหน่อย ถึงแม้ว่าเนื้อมีความฉำของน้ำผลไม้เล็กน้อย แต่ด้วยความกรอบหวานของเนื้อ จึงทำให้เป็นที่นิยมกิน


***และนี้เป็นผลไม้และนี้เป็นส่วนน้อยนิดที่นกรู้จักหากที่บ้านเพื่อน มีแอปเปิ้ลที่แตกต่างเอามาแลกเปลี่ยนความรู้กันและกันนะค่ะ***


(* _*) นี้นะหรือที่เรียกว่า "อินเดียนแดง/ Red Indian" (*_*)

นกไม่แน่ใจว่าเพื่อนๆ เคยได้ดูหนังการต่อสู้ของ " ชนเผ่าอินเดียนแดง (Red Indian) " มาบ้างหรือเปล่า ในหนังชนเผ่าอินเดียนแดง โดยเฉพาะผู้นำหนุ่มมักเทห์เก็ก มีขนนกบนหัว จำได้เลือนๆลางๆนะค่ะ ว่าหนังที่ดูจะเห็นถึงความโหดร้ายของอินเดียนแดง การต่อสู้การไม่ยอมก้มหัวให้ใคร การขี่ม้าที่รวดเร็วผาดโผน การฆ่าด้วยธนูดอกเดียว และความรักความสวยงามของกลุ่มชนอินเดียนแดง และสิ่งหนึ่งที่นกจำได้ดีไม่ลืมเลยคือการแต่งกายที่เป็นสัญลักษณ์ที่ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน (คริ ๆๆ อย่าพึ่ง "งง" นะค่ะว่านกมาพูดเรื่องนี้ทำไม่ ที่พูดก็เพราะว่าวันนี้เข้าไปในเมืองไปเจอะอินเดียนแดงสองหนุ่มกำลังแสดงดนตรีกลางแจ้งให้คนที่เดินไปมาแถวนั้นได้ฟังกันซิค่ะ แถมยังมีเครื่องดนตรี ของแต่งกายอีกมากมายมาให้ชม ใครสนใจก็ซื้อเป็นเจ้าของกันได้ ดนตรีที่เค้าแสดงฟังแล้วเพราะจริงๆ ค่ะ เครื่องดนตรีที่ใช้ส่วนใหญ่จะเป็นเครื่องดนตรีที่ทำด้วยไม้เสียส่วนใหญ่ค่ะ









เพื่อนๆ ลองดูนะค่ะ เครื่องดนตรีที่ใช้มีอย่างหนึ่งคล้ายๆแคนของบ้านเรา ปลายของไม้ด้านบนไม่มีรู วิธีการเป่าเค้าเป่าทางด้านล่างของเครื่องดนตรี อีกอันที่น่าสนใจเป็นเครื่องดนตรีที่ใช้ทำเสียงลมค่ะ เป็นเหมือนกับกระบอกไม้ไผ่ เค้าร่อนไปมาเหมือนให้ลมมันอยู่ด้านในกระบอกจากนั้นเอามาจอที่ไมค์เพื่อให้ได้ยินเป็นเสียงลม นกยืนฟังเสียหลายเพลงเลยค่ะ มีเพลงหนึ่งที่ฟังแล้วรู้สึกชอบ กลับมาถึงบ้านรีบเข้าไปค้นดูในยูทรูกลัวว่าจะลืม มีเพลงเหมือนที่ได้ฟังหรือเปล่า ไม่อยากบอกว่าความจำดี คริ ๆ ดีใจจังค้นเจอจนได้ เลยนำมาฝากเพื่อนๆ ชื่อเพลง White Buffalo (ใครสนใจจะฟังเพลงเข้าไปที่ยูทรูนะค่ะ ค้นหาชื่อเพลงนี้ได้เลยค่ะ)





(*_*)ประสบการณ์กับ"Glider" ครั้งแรกในชีวิตของหญิงไทยในต่างแดน / เพื่อนฝารั่งบอกว่าฉานบ้า(*_*)

วันอาทิตย์ที่ผ่านมานกไปหัดบินมาค่ะ เพื่อนฝารั่งบอกว่าบ้าไม่กลัวเหรอ มันสูงนะ (โอ๋ฉานจะเป็นลม คริ ๆ ดูเพื่อนเราพูด) ทำไม่ต้องกลัวด้วยไม่เข้าใจ มันก็คือกีฬาอย่างหนึ่ง ที่คนเล่นต้องไปเล่นอยู่ที่สูงๆ บนฟ้าก็เท่านั้นเอง งานนี้จะบอกว่านกเป็นคนไทยคนแรกที่ได้ไปบินกับชมรมเค้าก็ว่าได้ค่ะ (อวดตัวเองหน่อย) "Glider" เป็นเครื่องบินที่ไม่มีเครื่องยนต์ มีแต่คันบังคับทิศทางบิน บินด้วยแรงลม ยิ่งมีลมมากเท่าไรยิ่งบินได้ดี บินได้อย่างอิสระเสรีเหมือนอย่างกับนกเลยที่เดียว จะเรียก "Glider" ว่าเครื่องบินร่อน หรือเครื่องบินที่ไม่มีเครื่องยนต์ก็ได้เช่นเดียวกัน



"Glider" เป็นกีฬาสำหรับทุกเพศทุกวัยที่ชอบความสูง ความท้าทายในการบิน แต่มีข้อแม้ว่าจะต้องมีอายุ 16 ปีขึ้นไปถึงจะบินได้



"Glider" มีปีกที่ยาว ที่นั่งแคบ มีลำที่ปีกยาวช่วยให้มีประสิทธิภาพการบินสูง นี้เป็นคุณสมบัติ แต่ "Glider" จะบินขึ้นสู่ฟ้าได้ก็ต้องมีตัวช่วยโดยใช้เครื่องบิน หรือ รถยนต์ติดสายลาก แล้วก็ลากตัวเครื่องให้ลอยไปบนอากาศ เมื่อได้ระดับที่ต้องการก็จะตัดสายลากทิ้งไป สายลากจะต่อเชื่อมที่หน้า"Glider" (ตรงช่องเล็ก ๆ หน้าตัวเครื่องนะค่ะ) นี้เป็น"Glider" ที่นกจะบินไปกับมัน



กำลังตรวจดูความพร้อมก่อนการบิน ตรวจอย่างเอาจริงเอาจังเสียด้วยค่ะทุกอย่างพร้อมเข้าที่นั่งประจำตำแหน่งด้านหน้า คือนก ด้านหลังคือ ผู้ฝึกสอน ก่อนที่จะบินต้องใส่ร่มชูชีพไว้กับตัวล๊อกให้แน่นหนา จากนั้นขึ้นเครื่องล๊อกที่นั่งในตัวเครื่องให้ติดกับตัวเอง หากเกิดปัญหาอะไรก็ให้ปลอดล๊อกที่นั่งเปิดหน้าต่าง เสร็จแล้วก็ตัวใครตัวมันละค่ะ ตรวจดูหน้าปัดระบบก่อนทะยานขึ้นสู่ฟ้า (วันนี้ชมพูสู้ ๆๆเห็นอะป่าวเสื้อชมพู รองเท้าก็ยังมีสีชมพู)




ทุกอย่างพร้อม นกก็พร้อมแล้วเหมือนกัน สายลากติดตั้งพร้อมแล้วก็ลุยค่ะ ตอนนี้อยู่เฉย ๆ ยังไม่ต้องทำอะไร เพราะมันกำลังไต่ระดับ (นกก็เลยถ่ายรูปก่อน)



หน้าเชดขึ้นฟ้าแล้วค่ะ อีกประเดี่ยวก็ได้บินสมใจแล้ว


ได้ระดับสายถูกตัดทิ้งไปแล้วค่ะ (เห็นมือในภาพไม่ค่ะ นกพยายามจะถ่ายปีกตอนที่บินตะแครงนะค่ะ)




นกคงต้องทิ้งท้ายด้วยท้องฟ้าสวย ๆ แล้วละค่ะ ถึงเวลาหัดบินแล้วละค่ะ


(*_*)ชวนกันไปตกปู ตกปลา(*_*)

วันเสาร์ที่ผ่านมา นกกับแฟนคลับไปเที่ยวทะเลกันอีกแล้วค่ะ เราสองคนไม่ได้ไปเดินเล่นกินลมชมวิวกับเค้าหรอกนะค่ะ จุดมุ่งหมายของนกคือไปตกปู และส่วนแฟนคลับก็ไปตกปลา ทะเลที่นกไปนี้มีชื่อเสียง ขึ้นชื่อเรื่องปูทะเลมีเยอะที่สุด แถมเป็นยังตลาดปูที่โด่งดัง ที่ใคร ๆ ก็รู้จัก ถ้าตกปูได้วันนี้นกกะจะเอาเนื้อไปทำราดหน้าปูเสียเลย นกไปถึงสถานที่ตอนเช้าบรรยากาศดีมากๆ ค่ะ เพราะยังเช้าอยู่คนยังไม่เยอะเท่าไร นกเลยถือโอกาสถ่ายรูปวิวสวย ๆ เก็บไว้ดูเล่นเสียเลย

และแล้วเวลาอันสำคัญก็มาถึงค่ะ สังเกตว่า ทุก ๆคนต่างมุ่งมั่นก้ม ๆเงย ๆ ดูแล้วมีความสุขสนุกสนานกันจริงๆ ค่ะ ทุกๆ ดูจะลุ้นว่าจะมีปูอยู่ในตะแกรงของตัวเองหรือเปล่า นกก็เป็นเหมือนกับเค้าเช่นกันค่ะ

หย่อนลงไปสักพัก เอาขึ้นมาตัวโตได้ใจเลย วิธีการตกไม่ยุ่งยากเพียงเอาอาหารใส่ลงในตะแกรงผูกอาหารให้ติดตะแกรงเดียว มันจะหลุดหายไปเสร็จแล้วก็หย่อนลงในทะเล อ๋อเกือบลืมเอาก้อนหินถ่วงให้มันหนักสักหน่อยจะได้จมลงในทะเลนะค่ะ หน้าตาเจ้าตะแกรงและอาหารล่อเจ้าปูน้อย

ได้อีกตัวแล้วละคะ ส่วนแฟนคลับนกก็ตกเหวียงเบ็ดตกปลาไป วันนี้หลาย ๆ คนบอกว่าสงสัยปลาไม่กินเหยื่อเพราะไม่มีใครตกได้กันเลย มีแต่ปูที่หลาย ๆ คนตกได้กันเยอะ นี้เป็นปูที่นกตกได้ โดยมีแฟนคลับเป็นผู้ช่วยดึงตะแกรงขึ้นมาบางครั้ง เพราะคนตกปูมัวแต่เดินไปดูปูคนอื่น กลับมาแฟนคลับหยิบขึ้นโชว์ให้ดู โอ้โห้ ได้ราดหน้าปูแล้วละเรา ตัวใหญ่จริงๆ

นี้เป็นตกปลาคู่ใจของแฟนคลับค่ะ นกเอามาปิดท้าย เอาใจที่ช่วยตกปูให้วันนี้

(*_*) Sounth of English (*_*)

ได้กฤษ์เอาภาพมาให้เพื่อน ๆ ชมกันสักที่ ช่วงนี้อากาศดีสุด ๆ อาจเป็นเพราะเข้าฤดูร้อนก็เป็นได้ อากาศดี หลาย ๆ คนมักหาวันหยุดใช้เวลาอยู่ด้วยกัน นกกับแฟนคลับเองก็ไม่พลาดโอกาสนี้เช่นกันค่ะ เราขับรถกันไปเองเลยไม่รีบร้อนอะไร จัดการเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋า อาหารการกินระหว่างการเดินทางทุกอย่างพร้อมประมาณเที่ยงกว่า ถึง Salisbury ประมาณ บ่ายสามโมงกว่านิด ๆ เข้าที่พักเก็บกระเป๋าพักผ่อนให้หายเหนื่อย วันนี้เราไม่มีโปรแกรมจะไปไหนไกล พักผ่อนหายเหนื่อยประมาณ ห้าโมงกว่า ๆ ขับรถเข้าไปหาอะไรทานกันค่ะ โปรแกรม เริ่มต้องวันรุ่งขึ้น ออกจากที่พัก ประมาณ 9 โมงกว่า เดินทางไปถึง Stonehenge ซึ่งแปลว่า หินที่แขวนอยู่ (Hanging Stone) กองหินประวัติศาสตร์นี้เป็น1ใน7สิ่งมหัศจรรย์ของโลก เมื่อไปถึงก็จะเห็นก้อนหินขนาดใหญ่วางเรียงรายเป็นวงกลม 2 ชั้น มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 30 เมตรเห็นจะได้ ไกลออกไปสักนิดจะพบร่องคูน้ำรอบรอบ หลาย ๆ คนสงสัยว่าใครเป็นคนสร้าง สร้างเพื่ออะไร ตอนเข้าไปถึงเขาจะมีเครื่องช่วยแนะนำ หน้าตาเหมือน ๆ กับโทรศัพท์ เพียงแต่กดรหัสที่เจ้าหน้าทีบอก ก็สามารถรับฟังข้อมูล เพื่อช่วยให้เราเข้าใจมายิ่งขึ้น เสียดายไปถึงแล้ว แต่ไม่สามารถเดินเข้าไปสัมผัสก้อนหินได้ เพราะมีเชือกกันรอบรอบก้อนหิน แถมมีป้ายเตือนอีกต่างหากเลยได้แต่ดูห่าง ๆ ไม่ได้สัมผัสอย่างที่คิดเอาไว้ในใจแต่แรก ว่าแล้วก็ถ่ายรูปเป็นที่ระลึกเสียหน่อย







ออกจาก Stonehenge ขับรถประมาณ 20 นาที ถึง Salisbury Cathedral เป็นโบถส์(Church)ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศอังกฤษ เป็นที่รวมของคนที่นับถือศาสนาคริสต์ นิกายโปเตสแตนต์ Salisbury Cathedral เป็นโบถส์เก่าแก่มีอายุประมาณ 750 ปี รอบ ๆ โบถส์ล้อมรอบไปด้วยหญ้าเขียวขจี นั่งเล่นอย่างสบาย แต่สิ่งที่น่าสนใจคงไม่ใช้แค่สนามหญ้า เป็นยอดแหลมสูงเสียดฟ้านั้นเอง ภายในโบถส์งดงามด้วยประติมากรรม โดยเฉพาะหลังคาของโบถส์ที่ใคร ๆ ต้องเข้าไปชม เสียดายส่วนในสุดเค้าห้ามถ่ายรูป


ที่ Salisbury Cathedral อากาศเย็นสบายหน้านั่งมาก ๆ นกและแฟนคลับเลยหยุดพักโปรแกรมการท่องเที่ยวไว้ที่นี้เลยค่ะพรุ่งนี้เราจะไปต่อกันที่Weymouth



ตื่นเช้าของวันที่สามของการเดินทาง วันนี้นกกับแฟนคลับต้องย้ายกันไปอีกเมือง หลังจัดการกับอาหารเช้าเสร็จเราสองคนก็จัดการแพ็คกระเป๋าเดินทางกันอีกครั้ง ไปยังต่อไปยัง Weymouth จริง ๆ แล้วใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชมกว่า ๆเองค่ะ ที่Weymouth เราพักกัน 2 คืนค่ะ แต่ระหว่างทางก่อนจะถึงWeymouth มีสถานที่ที่น่าสนใจอยู่เยอะนกและแฟนคลับตกลงว่าจะแวะเที่ยวกันไปเรื่อย ๆ ไม่รีบร้อน เพราะกว่าเราจะเข้าที่พักก็ประมาณเที่ยงนะค่ะ เริ่มต้นที่ White horse



แล้วก็ต่อด้วย aneinet Fort




The Memorial tower to Captain Hardy ตั้งอยู่บนเขาสูง ขึ้นไปอยุ่บนนั้นมองลงไปด้านล่างสวยงามมากจริง ๆ เลยค่ะ เมื่อเราไปถึงบนยอดต้องแปลกใจเพราะมีร้านกาแฟเคลื่อนที่ คอยให้บริการด้านบนด้วย มีคนในพื้นที่บอกว่าจะมีนักท่องเที่ยวมาพักแรมบ่อย ๆ ในวันหยุดสุดสัปดาห์



สุดท้ายของวันนี้ถึงแล้วค่ะ Weymouth ทะเลสวยจริง ๆ เลยค่ะ



วันที่สองใน Weymouth นกตื่นแต่เช้าเลยค่ะเพราะวันนี้เรามีโปรแกรมที่นกอยากไปสุด ๆ ตั้งใจว่าต้องไปให้ได้เราต้องขับรถจากที่พักไปที่ Dorcherter Teddy Bear Museum ที่นี้เป็นต้นกำเนิดของ Teddy Bear หมีน้อยน่ารักที่ใคร ๆ หลงรักนั้นเลย พวกมันถือกำเนิดทีเมืองเก่าที่เรียกว่า Casterbridge ใน Dorset เมื่อไปถึงทางเจ้าหน้าที่จะให้เอกสารแนะนำ แต่ละห้องในบ้านTeddy Bear งานนี้มีความสุขสุด ๆ เลยค่ะ เพราะได้ไปดูในสิ่งที่ตนเองหลงรักเป็นที่สุด ยิ้มหน้าบานทั้งวันเลย นกใช้เวลาอยู่ในบ้านTeddy Bear นานมาก ๆ แต่ละตัวแพงสุด ๆ แต่ทุกตัวที่จะมีใบการันตีให้นะค่ะ งานนี้นกคงได้แต่ดูและเก็บภาพถ่ายไว้เป็นที่ระลึก




ออกจาก Dorcherter Teddy Bear Museum เรามุ่งหน้าไปยัง The Keep Military Museum เพื่อไปชมประวัติความเป็นมาของ Dorcherter และขึ้นไปบนหอสูงดูวิวรอบ ๆ Dorcherter


วันนี้เราเที่ยวชม Museum และเที่ยวใน Dorcherter จนถึงบ่ายจึงกลับที่พักใน Weymouth เพราะเย็นเราสองคนมีโปรแกรมไปนั่งทานอาหารกันที่ชาดหาดกันค่ะ เย็น ๆ ชายหาดที่นี้เงียบไม่เหมือนตอนกลางวันผู้คนมาจากไหนไม่ทราบได้เยอะจริงๆ ตกเย็นหายกันไปหมดเลย




วันที่สองของ Weymouth เรามีโปรแกรมที่จะไป The Bovingdon Tank Museum เป็นที่รวบรวมรถถังที่เก่าแก่ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1-2 จนถึงปัจจุบัน เป็นอะไรที่น่าทึ่งที่เดียวค่ะ เข้าใจแล้วว่าทำไม่อังกฤษจึงมีบทบาทและอยู่ในกลุ่มผู้นำในการทำสงครามและนำมาซึ่งชัยชนะ แต่ขึ้นชื่อว่าสงครามแล้ว ไม่ว่าสงครามอะไรคงไม่มีใครต้องการให้เกิดขึ้นจริงๆไม่ค่ะ




ออกจาก The Bovingdon Tank Museum เราสองคนไปต่อกันที่ Cerne Abbas ที่นั้นจะพบกับ Cerne Giant ชายเปลือยกายรูปร่างใหญ่โตมือบางอย่างรูปร่างเหมือนตะบอง ไม่มีใครรู้ว่าเกิดขึ้นเมื่อไร แล้วใครเป็นคนทำ ไม่มีประวัติ Cerne Giant ที่เห็นมีความสูงประมาณ 60 meters ที่นี้โด่งดังมาก ๆ โดยเฉพาะคนที่มีลูกยาก หรืออยากมีลูกเร็ว ๆ วิธีการไม่อยากค่ะ ให้ไปนั่งบนอวัยวะของ Cerne Giant ก็จะทำให้มีลูก จากที่ได้ฟังมาจากเพื่อนหลาย ๆ คนบอกเป็นเรื่องจริง




โปรแกรมวันนี้จบแล้วค่ะ แฟนคลับบอกว่าเอาแรงไว้พรุ่งนี้เราต้องออกจากที่พักเช้าหน่อย เพราะต้องเดินทางไป Lulworth Cove แรก ๆ ไม่เข้าใจว่าทำไม่ต้องออกให้เช้าหน่อย ซึ่งจริงๆ แล้วห่างจะที่พักประมาณ 1 ชมเห็นจะได้ แต่พอไปถึงสถานที่แล้ว นกจึงเข้าใจค่ะว่าทำไม่ ก็เพราะเราต้องเดินกันไกลพอสมควรกว่าจะได้เห็นความงามของทั้งหมดของ Lulworth Cove เดินไกลหน่อยแต่ก็สวยจริงๆ ค่ะ




วันนี้เป็นวันที่เราเดินกันมากสุด ๆ แต่เพราะความงามที่เห็นทำให้เราลืมความเหนื่อยล้าไปเลยนะค่ะ ความงดงามของ Lulworth Cove มีมนต์อย่างอย่างที่ใคร ๆ บอกจริงๆ เลยละค่ะ นกและแฟนคลับคิดว่าหากมีโอกาสต้องมาเยือน Lulworth Cove อีกครั้งแน่นนอน แต่ตอนนี้นกและแฟนคลับขอนั่งพักกินลมชมวิวให้หายเหนือยก่อนที่จะกลับลงไปข้างล่าง วันนี้เรามีโปรแกรมที่จะเดินทางไปยังที่พักใน Lyme Regis ซึ่งเป็นโปรแกรม2 คืนสุดท้ายของการท่องเที่ยวตอนใต้ของอังกฤษค่ะ