ภาษากาย (Body Language)


ภาพจาก Google

ภาษากาย หรือ Body Language  เป็นการสื่อสารอย่างหนึ่ง ภาษากายที่เราจะทำอยู่บ่อยครั้งเป็นภาษากายต้น ๆ นั้นคือการพยักหน้า และการส่ายหน้า เป็นการสื่อสารให้ฝ่ายพูดรับรู้ว่าเรากำลังคิดอะไร เป็นภาษากายที่เข้าใจได้ง่ายๆ ว่าเราเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย การพยักหน้าและการส่ายหน้าเราใช้บ่อยครั้งเวลาพูดคนที่บ้านทำให้เค้าเข้าใจว่าเรารับรู้และมีส่วนร่วมกันเรื่องที่คุยกัน เห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วย



ภาพจาก Google


โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาชวนคุยเรื่องที่เราไม่ค่อยเข้าใจ อย่างการพูดคุยเรื่องกีฬาที่เราไม่ค่อยจะรู้จัก เช่นกีฬาคริกเก็ต (Cricket) ที่ได้ยินชื่อเป็นครั้งแรก ไม่รู้ว่าเป็นกีฬาอะไร จนนำพาให้เราต้องดูกีฬาชนิดนี้ ดูแล้วบอกเลยไม่ค่อยเข้าใจวิธีการเล่นสักเท่าไร ทุก ๆ หน้าร้อนจะมีการแข่งขันกีฬาคริกเก็ต (Cricket) เราจะได้ยินว่าทีมของคนที่้บ้านเล่นได้ดีชนะ หรือเล่นไม่ได้ดีอย่างไร ตอนนี้กำลังจะแพ้ กำลังจะชนะ คะแนนเป็นอย่างไรต้องการอีกเท่าไรถึงจะชนะ เราไม่ค่อยเข้าใจกับกีฬาคริกเก็ต (Cricket) แรก ๆ ก็เหนื่อยเพราะได้แต่พยักหน้ารับรู้อย่างเดียว  แต่เดี๋ยวนี้เข้าใจสามารถพูดคุยตอบโต้เวลาดูการแข่งขันกีฬาคริกเก็ต (Cricket) ด้วยกัน



ภาพจาก Google




ภาพจาก Google




ภาพจาก Google




ภาพจาก Google




ภาพจาก Google


นอกจากการพยักหน้าและการส่ายหน้า ภาษากายอีกอย่างที่ใช้บ่อยมากๆ ก็คงจะเป็นการมองตาและยิ้ม เป็นการสื่อสารที่ดีเวลาที่เราต้องการอะไรจากคนที่บ้าน เหมือนเค้าจะรู้ว่าตอนนี้เรากำลังคิดอะไรอยู่ในขณะนั้น 



ภาพจาก Google


อย่างเช่นเราเอาน้ำใส่กาเพื่อจะต้มน้ำร้อน แล้วหั่นไปมองคนที่บ้านยิ้มนิด ๆ  เค้าก็จะถามทันทีว่า "จะดื่มกาแฟหรือ" เราก็แค่พยักหน้ารับหรือตอบรับ จากนั้นก็มีเสียงบอกให้ไปนั่งรอเดี๋ยวชงให้ เราก็เดินไปนั่งดูทีวีรอกาแฟมาเสิรฟ์พร้อมของกินนิดหน่อยโดยต้องการพูดอะไรมาก
  





นอกจากนั้นนี้แล้วการจับมือเวลาไปไหนๆด้วยกันเป็นสิ่งที่เห็นอยู่บ่อยเช่นกัน อย่างในที่ ๆ มีคนพลุกพล่านหรือเวลาเดินข้ามถนน ซึ่งบางครั้งเราไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ เราเดินของเราไปเรื่อย ๆ แต่จะมีมืออีกมือหนึ่งมาจับมือของเราอยู่เสมอๆ ซึ่งเราเองก็ชอบมากๆ ทำให้รับรู้สึกความหว่งใยที่คนที่บ้านมีให้กับเราทุกครั้งที่เค้าทำเราก็จะหันไปยิ้ม 




ภาพจาก Google






แต่ในบางครั้งครอบครัวอยู่ด้วยกันมีบ้างที่จะไม่พอใจหรือไม่เข้าใจในเรื่องเดียวกัน หากเรามองตรง ๆ  นั่เงียบ ๆ  ถามอะไรมาก็มองนิ่งๆ นั้นหมายความว่า ไม่ถูกใจ นั้นเป็นสัญญาณให้คนที่บ้านรับรู้ว่าเรากำลังโมโหกำลังโกรธอยู่ เพราะฉะนั้นต้องเงียบไว้ก่อนไม่ต้องพูดอะไร รอให้เราใจเย็นลงก่อนแล้วค่อยคุยกัน



ภาพจาก Google



Sleep and Dream

 

ภาพจาก Google

นอนหลับและฝัน ไม่มีใครไม่เคยฝันในฝันอาจดีบ้างร้ายบ้างปะปนกันไป บางครั้งตื่นนอนขึ้นมาอาจจำความฝันไม่ได้ว่าฝันอะไรบ้าง แต่บางคนกับจนจำความฝันได้ทุกเรื่องราวที่ฝัน ความฝันในบางครั้งอาจจะเป็นลางบอกเหตุให้กับผู้ฝัน ซึ่งเวลาที่เราเกิดฝันร้าย ตื่นนอนขึ้นมาในตอนเช้าเราก็จะสวดมนต์แก้ฝันร้ายให้กลายเป็นดี โดยให้ตั้งนะโม 3 จบก่อนสวดมนต์ แล้วกราบ 3 ครั้ง ตามด้วยบทสวดมนต์แก้ฝันร้าย
ยันทุนนิมิตตัง อะวะมังคะลัญจะ โย จามะนาโป สะกุณัสสะ สัทโธ ปาปัคคะโห ทุสสุปินัง อะกันตัง พุทธานุภาเวนะ วินาสะเมนตุ
ยันทุนนิมิตตัง อะวะมังคะลัญจะ โย จามะนาโป สะกุณัสสะ สัทโธ ปาปัคคะโห ทุสสุปินัง อะกันตัง ธัมมานุภาเวนะ วินาสะเมนตุ
ยันทุนนิมิตตัง อะวะมังคะลัญจะ โย จามะนาโป สะกุณัสสะ สัทโธ ปาปัคคะโห ทุสสุปินัง อะกันตัง สังฆานุภาเวนะ วินาสะเมนตุ
หากตกใจตื่นเราก็จะใช้บทสวดมนต์แบบสั้นๆ โดยเมื่อเราตกใจตื่นจากความฝัน เราจะสวดมนต์โดยตั้งนะโม 3 จบก่อนสวดมนต์ แล้วกราบ 3 ครั้ง ตามด้วยบทสวดมนต์แก้ฝันร้ายพุทธัง นิมิตตัง ธัมมัง นิมิตตัง สังฆัง นิมิตตัง


ภาพจาก Google


หลาย ๆ คนอาจจะนำความฝันมาคิดมาตีเป็นตัวเลข ยิ่งความฝันที่เกิดก่อนวันออกลอตเตอรี่(สลากกินแบ่งรัฐบาล) ยิ่งชอบนำมาตีเป็นตัวเลขเพื่อว่าจะโชคดีถูกรางวัลที่หนึ่งกับเค้าบ้าง  ซึ่งเราก็อยากจะฝันเห็นตัวเลขกับเค้าบ้างในวันหวยออกแต่ไม่เคยฝัน  เคยไม่ที่เวลาเรานอนหลับแล้วฝันแต่ไม่รู้ว่าฝันเรื่องอะไร ตื่นมาก็อยากจะร้องไห้ รู้สึกเสียใจแต่เราไม่รู้ว่าเสียใจเรื่องอะไร หรืออาจจะร้องไห้ในระหว่างนอนหลับ




ภาพจาก Google
 

มีใครที่ฝันแล้วตกใจตื่นขึ้นมา แล้วกลับไปนอนต่อยังจะฝันถึงเรื่องเดิมได้อีก เป็นฝันต่อเนื่อง ซึ่งเราเคยเป็นแบบนั้น  บางครั้งเรานอนฝันแล้วตกใจตื่นขึ้นมาแล้วนอนหลับต่อยังกลับไปฝันเรื่องเดิมได้อีก 




ภาพจาก Google

เราจำได้ดีตอนที่หลานชายยังเล็กอยู่ หลานจะนอนหลับกลางวันหน้าทีวี เรานั่งดูทีวีกันได้ยินเสียงหลานหัวเราะชอบใจเสียงดัง แถมยังนอนยิ้มหวานดูมีความสุขกับการฝันกลางวัน





I Dreamed a Dream
Song by Susan Boyle 

I dreamed a dream in time gone by
When hope was high and life worth living
I dreamed that love would never die
I prayed that God would be forgiving

Then I was young and unafraid
And dreams were made and used and wasted
There was no ransom to be paid
No song unsung, no wine untasted

But the tigers come at night
With their voices soft as thunder
As they tear your hopes apart
And they turn your dreams to shame

Still I dream he'd come to me
And we would live the years together
But there are dreams that cannot be
And there are storms we cannot weather

I had a dream my life would be
So different from this hell I'm living
So different now from what it seemed
Now life has killed the dream I dreamed





เสน่ห์ในยุคเก้าศูนย์

ยุคเก้าศูนย์ยุคที่ใคร ๆ มักจะบอกว่าเป็นยุคที่ดีที่สุด เป็นยุคที่มีเสน่ห์ เพราะเป็นช่วงเวลาที่ความเจริญในอดีตกับปัจจุบันผสมผสานกันได้อย่างลงตัว คนยุคนั้นจะมีช่วงอายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไปเกิดในช่วงปี ค.ศ.1990-1999 (พ.ศ.2533-2542)  มีวัยรุ่นที่อยู่ในช่วงปีเก้าศูนย์ หลาย ๆคนอยากย้อนเวลากลับไป




ภาพจาก Google


ในยุคเก้าศูนย์เจ้าทามาก๊อตจิ (Tamagotchi) เจ้าสัตว์เลี้ยงอิเล็กโทรนิกส์ ที่เราจะต้องดูแลให้อาหารให้น้ำ เพื่อที่เจ้าสัตว์เลี้ยงจะได้เจริญเติบโต บางครั้งต้องตื่นนอนขึ้นมาไม่ว่าจะกี่โมงกี่ยามเพื่อจะให้อาหาร 
เราพกพา ไปไหน มาไหนด้วยตลอด ทิ้งไม่ได้  ช่วงกลางวันเราต้องมาเล่นเป็นเพื่อนเจ้าทามาก๊อตจิเหมือนกับเล่นกับสัตว์เลี้ยงจริง ๆ หากไม่เข้ามาดูแลหรือทิ้งไว้นานๆ เจ้าทามาก็อตจิก็จะตายได้ และเราต้องรอ
ให้มันฟักไข่ใหม่ นั้นหมายความว่าเราต้องเริ่มต้นเลี้ยงใหม่  ในตอนนั้นเราเลี้ยงเจ้าลูกเจี๊ยบแข่งกับเพื่อนในกลุ่มว่าใครจะเลี้ยงดูได้ดีกว่ากัน หากแพ้ก็ต้องเลี้ยงน้ำผู้ชนะ 




ภาพจาก Google


ในยุคเก้าศูนย์เรายังไม่ทันสมัยอย่างนี้ เรายังไม่มีโทรศัพท์แบบสมาร์ทโฟน เซลฟี่ไม่ได้ สิ่งที่มีในตอนนั้นคือตู้ถ่ายรูปสติกเกอร์เป็นสิ่งที่วัยรุ่นเก้าศูนย์นิยมสุด ๆ  ใครไม่ได้ถ่ายรูปสติกเกอร์ถือว่าเชยมากๆ การถ่ายก็ทำได้ง่ายเพียงเข้าไปยืนในตู้เลือกกรอบรูป กดถ่ายภาพเท่านี้ก็ได้ภาพพร้อมกรอบสวย ๆ น่ารัก ใส่ไว้ในกระเป๋าสตางค์ ยิ่งช่วงจะจบการศึกษายิ่งต้องถ่ายตุนกันไว้ติดสมุดเฟรนชิพ  ในสมุดเฟรนชิพจะคำพูดความในใจที่มีต่อเพื่อน และมีที่อยู่สำหรับเอาไว้ส่งจดหมายติดต่อกัน 




ภาพจาก Google


เราไม่ได้เป็นแฟชั่นจ๋า แต่ก็มีกับเค้าเหมือนกันในยุคเก้าศูนย์พลาดไม่ได้เสื้อผ้าส่วนใหญ่จะพอดีตัว สั้น ๆพอดีกับสะดือ ใส่คู่กับกระโปรงมินิสเกิร์ตรองเท้าส้นสูงหรือจะให้ดูเซ็กซี่ก็เป็นเสื้อครอปสายเดี่ยวไปเลยก็ได้ ไม่ก็เป็นกระโปรงยีนส์ยาวรองเท้าส้นตึก หรือจะเป็นกางเกงขาใหญ่ ๆ เสื้อตัวโคร่ง ๆ มีเสื้อยืดสีขาวไว้ด้านใน เข็มขัดยาว ๆ สวมหมวกบักเก็ต  รองเท้าผ้าใบ วัยรุ่นเก้าศูนย์ส่วนใหญ่จะแต่งตามดารา นักร้อง ที่เห็นในจอทีวี   



ภาพจาก Google



ภาพจาก Google



สำหรับนักร้องในยุคเก้าศูนย์ ที่โด่งดังเป็นที่รู้จักจะอยู่ในสองค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ อย่างแกรมมี่และอาร์เอส  ใครชอบค่ายไหน นักร้องคนไหน ต้องรีบไปซื้อเทปคาสเซ็ตอุดหนุนนักร้องคนนั้น รายการทีวีที่เราต้องพูดถึงคงต้องยกให้กับการ์ตูนช่องเก้า ที่ใคร ๆ ต่างหลงไหลในตัวการ์ตูน ที่มีนักพากย์ชื่อดัง อย่างน้าต๋อย ที่ใคร ๆ ต่างรู้จัก และชื่นชอบในนำเสียงของน้าต๋อย การ์ตูนหลาย ๆ เรื่องทีอยู่ในความทรงจำอย่างเช่น โดราเอมอน (Doraemon) เซเลอร์มูน (Sailor Moon)  ฮันเตอร์ x ฮันเตอร์ (Hunter x Hunter) ดราก้อนบอล (Dragon Ball)  ยอดนักสืบจิ๋วโคนัน (Detective Conan) เป็นต้น ตัวการ์ตูนหลายตัวเป็นที่ต้องการของนักสะสมการ์ตูน ที่บ้านเราเองก็มีอยู่หลายตัวเช่นกัน โดยเฉพาะโดราเอมอน (Doraemon) เห็นแล้วชอบที่จะซื้อเก็บสะสมไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นของจริง หรือของเรียนแบบหากถูกใจก็ต้องเอามาเป็นเจ้าของ







ภาพจาก Google



หลาย ๆอย่างในยุคเก้าศูนย์ เป็นอะไรที่กำลังเริ่มต้นความเจริญทางด้านวัตถุอย่างโทรศัพย์มือถือ เป็นยุคที่กำลังเริ่มต้นการใช้งานเพิ่มความสะดวกทำให้โทรศัพย์มือถือมีราคาสูง ตัวเครื่องใหญ่และหนักปาหัวหมาแตก หลายคนเรียกเครื่องนี้ว่าเจ้ากระดูกหมา เจ้ากระดูกหมู 




ภาพจาก Google


คนส่วนใหญ่ยังใช้โทรศัพย์สาธารณะในการติดต่อสือสาร แม้จะต้องต่อคิวกันนานก็ต้องยอม แต่หากใครต้องการความสะดวกมากว่านี้ก็จะใช้เพจเจอร์ วิทยุติดตามตัวส่งข้อความสั้น ๆ ได้ใจความส่งถึงกัน 



ภาพจาก Google





ภาพจาก Google


จะว่าไปหลาย ๆ อย่างในยุคเก้าศูนย์กำลังกลับมาให้เราได้เห็นกันอีกครั้งอย่างเช่นการรวมตัวของนักร้องในยุคเก้าศูนย์ขึ้นคอนเสิร์ตมาร้อง มาเต้นในท่าที่เราหลายๆ คนจดจำ เสื้อผ้าการแต่งกายในยุคเก้าศูนย์เริ่มมีคนนำมาสวมใส่มากขึ้น  ของเล่นก็นำมาเสนอขายในท้องตลาดมากขึ้น ยิ่งตอกย้ำให้เราต้องยอมรับว่ายุคเก้าศูนย์เป็นยุคที่น่าจดจำยุดหนึ่งเลยก็ว่าได้  




ภาพจาก Google




ภาพจาก Google


หมดคำพูดกับคนแบบนี้




ภาพจากGoogle



เราไม่ค่อยชอบใจเท่าไรเมื่อเห็นเพื่อนบ้านคนหนึ่ง ชอบเอารถมาจอดตรงหัวมุมทางเข้าออกหมูบ้านเป็นประจำ บ้านนี้มีรถยนต์อยู่สองคัน รถยนต์ที่เค้าใช้เป็นรถใหญ่พอสมควร เวลาเราเลี้ยวรถออกหมูบ้านจะต้องคอยระมัดระวัง  




ภาพจากGoogle



การจอดรถตรงหัวมุมทำให้การมองเห็นในการขับรถออกจากหมู่บ้านอยากลำบากมากขึ้น เพราะท้ายของรถยนต์บังด้านหน้าเอาไว้ ถนนของหมู่บ้านไม่กว้างแต่พอที่จะให้รถยนต์สองคันผ่านเล็กน้อยโดยไม่ให้รถยนต์เชียวชนกัน 




ภาพจากGoogle


แต่ถ้ามีรถเข้าหมู่บ้านขับอย่างเร็ว อย่างเช่นรถส่งของที่วิ่งเร็วมากๆ ไม่ระมัดระวัง เจอะกันที่ทางออกจากหมูบ้านทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ จริงๆ แล้วบ้านเค้าก็มีที่จอดรถเหมือนกับคนอื่นๆ แต่ไม่ค่อยจอด เอาง่าย ๆ อย่างคนมักง่าย เพราะหัวมุมนั้นใก้ลกับบ้านตัวเองมากที่สุด เดินไม่กี่ก้าวก็ถึง 





ภาพจากGoogle





ภาพจากGoogle


เพื่อนบ้านหลาย ๆ คนก็ไม่ค่อยชอบใจเหมือนกันกับเรา ที่เค้าเป็นคนเห็นแก่ตัวอย่างนั้น เคยมีคนไปพูดแล้วรับปากแบบส่งๆไป แล้วก็ยังกลับมาทำเหมือนเดิมอีก หมดคำพูดกับคนแบบนี้จริงๆ  




ภาพจากGoogle



คนเราใจร้อนกันจริง ๆ นิทานที่โดนใจ

จริง ๆ แล้วมีนิทานหลาย ๆ เรื่องที่อ่านแล้วชอบและยังจำได้ดีจนถึงเดี๋ยวนี้  แต่จะขอเลือกเรื่องนี้มาเล่าให้ทุก ๆ คนได้ฟังกัน เพราะบังเอิญเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างคนสองคนกำลังเถียงไม่ยอมความกันในเมือง เราเดินผ่านไปยังกลัว ๆ เถียงกันเสียงดังมาก ๆ คนที่เดินไปมาก็มองว่าเกิดอะไรขึัน ดีหน่อยมีใครคนหนึ่พูดว่าจะโทรเรียกตำรวจมานะถ้ายังไม่หยุด คนเราเดี๋ยวนี้นิด ๆ หน่อย ๆ ก็หัวร้อน 





ภาพจาก Google


นิทานเรื่องนี้เป็นเรื่องของแพะสองตัวที่อยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ที่มีแม่น้ำกั้นกลางระหว่างสองฝาก ดังนั้นชาวบ้านจึงร่วมใจกันสร้างสะพานเล็ก ๆ เอาไว้ข้ามฝั่งได้ทีละคน



ภาพจาก Google


มีแพะที่อยู่ในหมู่บ้านกำลังจะข้ามสะพาน มันเห็นแพะอีกตัวกำลังเดินข้ามมาจากอีกฟาก แพะทั้งสองก็ต่างรอให้อีกฝ่ายถอย แต่ก็ไม่มีใครยอมถอยใคร แพะตัวหนึ่งพูดว่า “เจ้าควรจะให้ข้าไปก่อน เพราะข้าแก่กว่าและยังแข็งแรงกว่าเจ้า” ส่วนแพะอีกตัวก็ไม่ยอม เถียงกลับไปว่า “เจ้าต่างหากที่ควรถอยไป ข้าแข็งแรงกว่า แล้วเจ้าแก่คงจะต้องใช้เวลานานกว่าข้ามไปถึงอีกฝั่ง”  แพะทั้งสองตัวเถียงกันไปมา



ภาพจาก Google


จึงทำเกิดเป็นเรื่องเป็นราวให้ต่อสู้กันอย่างดุเดือด ทำให้ทั้งคู่เกิดพลาดตกแม่น้ำที่มีกระแสน้ำเชี่ยวกรากพัดพาพวกมันลงไปในน้ำลึก จนทำให้แพะทั้งสองตัวจมน้ำตาย ผ่านไปไม่นานก็มีแพะอีกสองตัวผ่านมาที่สะพานจากคนละฟาก เหตุการณ์ก็ซ้ำเช่นเดิม แพะสองตัวก็เถียงกันว่าใครจะได้ข้ามสะพานก่อนแล้วอีกตัวต้องถอย แต่ครั้งนี้แพะตัวหนึ่งกลับคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพูดว่า  “สะพานนี้แคบเกินไป ถ้าเราต้องต่อสู้กันก็จะทำให้ตกลงไปในแม่น้ำและจมน้ำตายได้  แต่ข้ามีวิธี ข้าจะหมอบลง แล้วเจ้าก็เดินข้ามข้าไป” แพะอีกตัวหนึ่งเห็นด้วยและชื่นชมในความฉลาดของแพะตัวนั้น มันรอให้แพะผู้ออกไอเดียนอนหมอบลง แล้วจึงเดินข้ามไป ในที่สุดแพะทั้งสองตัวก็ข้ามสะพานได้อย่างง่ายดาย โดยไม่ต้องออกแรงต่อสู้ให้เป็นอันตรายเแก่ชีวิต








ภาพจาก Google

นักเดินทาง เพลงที่ตรงกับตนเองมากที่สุด






หากให้เปรียบถึงเพลงที่หน้าจะใก้ลเคียงตัวเองมาก ๆ น่าจะเป็นเพลงนักเดินทาง ของกัมปะนี  เพราะส่วนตัวเป็นคนชอบการท่องเที่ยว เดินทางออกไปพบกับผู้คน วัฒนธรรมการเป็นอยู่หรือสถานที่สิ่งต่าง ๆ เป็นการหาประสบการณ์ใหม่ๆในชีวิตให้กับตัวเอง 



























เวลาไปท่องเที่ยวสิ่งที่เรามักจะเก็บไว้ในความทรงจำคือการเก็บภาพถ่ายของสถานที่ต่าง ๆ  นอกจากภาพถ่ายแล้ว ยังมีโปสการ์ดและที่ติดตู้เย็นของสถานที่นั้น ๆ
ที่เราจะซื้อหาเป็นของที่ระลึกเก็บกับบ้านอยู่เสมอหากมีโอกาส  สถานที่ที่ไปนั้น จะไม่เลือกว่าจะไปไหนจะเป็นแม่น้ำ ทะเล ภูเขา หรือแม้แต่ในเมืองหลวงใหญ่  ทั้งในประเทศหรือต่างประเทศ






























































 
การเดินทางในแต่ละครั้งไม่ได้เน้นความสะดวกสบายเป็นหลัก เน้นถึงสถานที่ๆจะไป อาจจะไปนอนกางเต็นท์ชิลๆ  อยู่กับธรรมชาติ ตื่นขึ้นมาพร้อมกับเสียงลมเสียงนกร้อง มีความสุขกับสิ่งที่ได้พบเจอ  หรือบางครั้งการเลือกแบบสบาย ๆ นอนบนเตียงนุ่ม ๆ ตื่นมามีอาหารเช้าพร้อมก็จองที่พักของโรงแรม ดังนั้นการเดินทางท่องเที่ยวของเราไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นแบบไหน แค่มีใจที่อยากจะไปเท่านั้นเป็นพอ














































นักเดินทาง
 ศิลปิน กัมปะนี
อัลบั้ม ไม่มีจำกัด
คำร้อง สุรักษ์ สุขเสวี
ทำนอง/เรียบเรียง สมชัย ขำเลิศกุล

จากเวลาที่ยาวนานกับวันวานที่เลยไป
จะมีภาพที่ใจยังจดยังจำไว้ทุกคืนวัน
ผ่านไปเร็วดูราวเหมือนฝัน
ภาพความหลังครั้งนั้นไม่เคยเก่า
ย้ำและเตือนในหัวใจเราตลอดเวลา
เปรียบดังเป็นนักเดินทาง ที่รอนแรมหนทางไกล
ย่อมมีเรื่องมากมาย  มากับทางไกลที่ได้เดินมา
สู่ปลายทางในการค้นหา
ผ่านภูผาขุนเขาที่กว้างใหญ่
ทิ้งร่องรอยเอาไว้ในใจ ไม่อาจลืมเลือน
ล่วงเลยผ่านไป  ถูกกลืนกับกาลเวลา
ไม่พบอะไรยั่งยืน ดุจกระแสน้ำที่ไม่คืนกลับมา   หันมองกลับไป ก็มีแต่ความทรงจำ
ชีวิตที่เคยผ่านมา
เปี่ยมด้วยรอยยิ้มและน้ำตาเก็บไว้ 
จากทางไกลที่เดินมา สู่เวลาที่เดินไป
ไม่มีหนทางใดที่จะนำวันนั้นหวนคืนมา
เก็บความจริงในการค้นหา
เป็นบันทึกล้ำค่าและยิ่งใหญ่
เขียนเรื่องราวเอาไว้ในใจ  ตลอดเวลา